อยากผอม อยากหุ่นดี ต้องอ่าน

•มกราคม 24, 2012 • ให้ความเห็น

มีคำถามจากกลุ่มผู้หญิงทั้งหลายว่าอยากหุ่นดีต้องทําอย่างไรวันนี้ เรามีเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณขจัดคำถามที่ว่า อยากหุ่นดีต้องทําอย่างไร ออกไปจากใจคุณได้ค่ะ เราเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนนั้นอยากจะมีหุ่นดีน้ำหนักน้อยด้วยกันทั้งนั้น แล้วเราจะมีวิธีจัดการกับปัญหาที่ว่า อยากหุ่นดีต้องทําอย่างไร นั้นเรามาดูเคล็ดลับกันเลยดีกว่าค่ะ

 

อยากหุ่นดีต้องทําอย่างไร?

น้ำหนักส่วนเกินลดยังไงก็ไม่ลง นอกจากการควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วยังมีวิธีที่สามที่ช่วยต่อกรกับ ไขมันนั่นก็คือ “สู้ด้วยจิตใจ” กลอเรีย โทมัส ที่ปรึกษาด้านฟิตเนสบอก

ในทางทฤษฏีการลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยาก การกินอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนแต่พอประมาณออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยเสริม สร้างกล้ามเนื้อและสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ แต่ดูเหมือนความเบื่อหน่าย ความเครียด และอารมณ์ที่สับสนทำให้คุณอดใจไม่ไหวหยิบไอศกรีมดับเบิ้ลช็อกชิปใส่ปาก อันเดียวไม่พอเผลอ ๆ ถึงสอง อาหารกับความรู้สึกเกี่ยวข้องกัน ดังนั้นตามหลักเหตุผลแล้ว หากคุณต้องการกำจัดน้ำหนักส่วนเกินแล้วคุณต้องเอาชนะความอยากกินให้ได้

1.รู้จักจุดอ่อนของตัวเอง

การทำความรู้จักพฤติกรรมการลดน้ำหนักของตัวเองถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีจงทำเครื่องหมายหน้าข้อความต่อไปนี้ที่ตรงกับคุณ

- ฉันลงมือควบคุมอาหารวันจันทร์พอวันพุธทุกอย่างก็กลับสู่อีหรอบเดิม
- กินช็อกโกแลตทั้งทีอันเดียวไม่พอหรอกอย่างฉันต้องครึ่งกล่อง
- ฉันลดน้ำหนักเท่าไรก็ไม่ลงสักที
- เครื่องชั่งน้ำหนักที่อยู่ในห้องน้ำเป็นสิ่งที่ฉันขาดไม่ได้
- อาหารเป็นชีวิตจิตใจของฉัน
- ฉันต้องคอยควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักอยู่เป็นประจำ
- ฉันกินจุมาก
- ฉันติดอาหารบางอย่างงอมแงม ต้องกิน ขาดไม่ได้
- ฉันชอบกินตามใจปากตัวเอง
- ฉันกินได้เรื่อย ๆ ทั้งวัน
- ฉันไม่มีเวลาออกกำลังกาย
- ฉันไม่สนว่าอาหารชนิดไหนที่ควรระมัดระวัง
- ฉันลดน้ำหนักมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ดูเหมือนน้ำหนักยิ่งเพิ่ม
- เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น ฉันกินน้อย แต่พอกลับบ้าน กินไม่ยั้ง
- ฉันมักกินอาหารที่ลูกๆ กินเหลือทิ้งไว้
- กินให้อิ่ม อย่าให้เหลือ นี่คือสิ่งที่ฉันยึดถือ
- ฉันหลอกตัวเองเป็นประจำว่าอาหารที่กินไม่ทำให้อ้วน
- ฉันจะกิน ๆ เวลารู้สึกหดหู่หรือเครียด

สิ่งที่ควรทำ

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้แผนควบคุมน้ำหนักของคุณล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นเพราะเบื่องานที่ทำหรือกินเพราะต้องการดับความเครียด ซึ่งวิธีต่อไปนี้จะช่วยหยุดความล้มเหลวดังกล่าวได้ เริ่มจากประเมินสิ่งที่คุณทำมาก่อนหน้านี้โดยการทำเครื่องหมายหน้าแบบสอบถาม ที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อหาสาเหตุของความล้มเหลว เขียนสิ่งที่คุณพยายามทำก่อนหน้านี้เพื่อควบคุมน้ำหนักโดยแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ หัวข้อแรกคือ “สิ่งที่ทำสำเร็จ” และ “สิ่งที่ทำไม่สำเร็จ” นึกถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายหลังการลดน้ำหนักล้มเหลว โดยคิดถึงผลในระยะสั้นและผลในระยะยาว จากนั้นไปที่ขั้นตอนที่ 2

 

2.ความมุ่งมั่นตั้งใจ? ลืมมันไปซะ!

การบอกกับตัวเองว่าอย่ากินนั่นกินนี่วิธีนี้ไมได้ผล เพื่อหยุดตามใจปากคุณต้องสร้างความสำนึกให้เกิดกับจิตส่วนลึกของคุณก่อน

- หยุดตำหนิตัวเองที่เผลอไปกินเอแคลช็อกโกแลตเข้าความมุ่งมั่นตั้งใจหามี ประโยชน์ไม่ในเวลาที่คุณกำลังลดน้ำหนัก นั่นเพราะไม่ว่าคุณจะบอกกับจิตสำนึกของคุณมากแค่ไหนคุณต้องทำให้จิตใต้สำนึก เกิดความมุ่งมั่นเสียก่อน สมองของคุณตอบสนองต่อคำแนะนำที่คุณบอกแต่จะลบคำปฏิเสธทิ้ง ดังนั้นถึงคุณจะบอกกับตัวเองว่า “ฉันต้องไม่กินขนมพุดดิ้งชิ้นนั้นเพิ่มอีก ฉันต้องไม่กินอีกเป็นอันขาด” คุณรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นให้ลบคำว่า “ไม่” ออกแล้วคุณจะได้คำตอบ จะเห็นว่าความมุ่งมั่นตั้งใจไม่สามารถครอบงำจิตใต้สำนึก

สิ่งที่ควรทำ

พิจารณาชีวิตแต่ละด้านของคุณมีด้านใดบ้างที่ความมุ่งมั่นตั้งใจให้ผลกับคุณ เกิดอะไรขึ้นเวลาที่คุณต้องการจำกัดอาหารบางอย่าง คุณสามารถปฏิเสธขนมขบเคี้ยวในงานปาร์ตี้หรือยอมทิ้งอาหารในจานเพราะอิ่มแปล้ ได้หรือไม่ จงซื่อสัตย์กับตัวเองด้วยการเขียนคำตอบที่แท้จริงลงไป คุณอาจพบว่าความมุ่งมั่นตั้งใจช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เวลาคุณอยากกินอาหารมาก ๆ ถึงเวลาที่คุณน่าจะมองหาวิธีอื่นที่มีประโยชน์มากกว่านี้ดีกว่า

3.สังเกตนิสัยที่ไม่ดี

ประสบการณ์การกินในวัยเด็กมีอิทธิพลต่อการเลือกกินในตอนโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นจงระมัดระวังเรื่องอาหารการกินของคุณให้ดี

- รูปแบบการกินอาหารของเรามักได้รับอิทธิพลมาจากพ่อแม่และคนรอบข้าง ถ้าคุณถูกเลี้ยงให้โตมากับการกินเบอร์เกอร์และมันฝรั่งทอดกรอบย่อมอาจทำให้ คุณชอบกินอาหารประเภทนี้เมื่อโตขึ้น ถ้าคุณถูกเลี้ยงให้โตมากับการกินผักที่ปลูกเองในบ้านก็ย่อมทำให้คุณมีแนว โน้มกินผักไปตลอดชีวิต การกินอาหารพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวอาจเป็นช่วงเวลาสบาย ๆ ผ่อนคลายหรืออาจเป็นเวลาของการมีปากเสียงซึ่งพบได้บ่อยตอนคุณเป็นเด็ก เวลากินข้าวหมดจานคุณจะได้ขนมเป็นรางวัลหรือถูกไล่ให้ไปนอนโดยไม่มีข้าวตก ถึงท้องเวลาดื้อ เมื่อเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงเพราะคุณโตเป็นผู้ใหญ่คุณก็มักพยายามทำ อะไรที่ตรงข้ามกับประสบการณ์ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำ

สิ่งที่ควรทำ

ตรวจสอบนิสัยการกินภายในจิตใต้สำนึกของคุณคุณเป็นคนประเภทไหน กินอะไรไม่ระวัง หรือกินจนเกลี้ยงจานไม่เหลือซักเม็ด ถึงแม้จะกินอิ่มแล้วก็ตาม คุณอาจขอให้แฟนญาติพี่น้องหรือเพื่อนคอยเตือนสติคุณ เวลาคุณใช้จิตใต้สำนึกเป็นตัวตัดสินใจเรื่องการกิน เช่น การหยิบคุกกี้ในกระป๋องมากกินโดยไม่คิด

4.ใช้จินตนาการ

ใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึกของคุณและค่อย ๆ นำการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ชีวิตประจำวัน

- เวลาที่คุณรู้สึกสงบผ่อนคลายอย่างเต็มที่จิตใต้สำนึกมีความสำคัญ ดังนั้นจงเปิดรับการเปลี่ยนแปลงและคุณสามารถบงการจิตใต้สำนึกให้ทำตามฝันและ แรงบันดาลใจของคุณได้ การฝึกทำสมาธิเป็นประจำจะช่วยให้คุณทำจิตใจให้สงบเยือกเย็นได้ไม่ยาก ในข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติอย่างการฝันกลางวันหรือช่วงเวลาก่อนนอนหรือหลังตื่น นอนถือเป็นช่วงที่จิตใจรู้สึกผ่อนคลาย

สิ่งที่ควรทำ

นั่งในท่าสบาย ๆ บอกกล้ามเนื้อแต่ละส่วนให้ผ่อนคลายกระทั่งกล้ามเนื้อแต่ละส่วนรู้สึกหนัก จินตนาการว่าตัวคุณนั่งอยู่ชั้นบนสุดของบันไดนับถอยหลังจาก 20 ลงไป หายใจเข้าลึก ๆ ระหว่างถัดบันได้ลงมาแต่ละขั้นจนถึงขั้นสุดท้าย กำหนดสมาธิไปที่ลมหายใจเข้าออกกระทั่งจิตใจสงบผ่อนคลายอย่างเต็มที่ คราวนี้ให้เลือกข้อความจากแบบสอบถามที่คุณทำเครื่องหมายไว้ขึ้นมา 1 หัวข้อ คุณอยากจินตนาการอย่างไร ตัวอย่างเช่น “ฉันลดน้ำหนักเท่าไรก็ไม่ลงสักที” ให้บอกกับตัวเองแทนว่า “ฉันลดน้ำหนักได้ตามที่ต้องการ” หลับตาลงพร้อมนำข้อความนี้มาจินตนาการเป็นภาพนึกภาพตัวคุณเองในแบบที่คุณ อยากเป็น คุณเห็นตัวเองลดน้ำหนักได้สำเร็จเติมรายละเอียดต่าง ๆ สีสันเสียง และความรู้สึกให้กับภาพในจินตนาการของคุณดื่มด่ำความสุขกับภาพบวกนี้ตราบ เท่าที่คุณต้องการจากนั้นลืมตาขึ้น

5.เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง

มอบความรักให้ร่างกายของคุณพุ่งเป้าที่จะทำให้หุ่นดีและร่างกายแข็งแรงโดยการตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง

- คนส่วนใหญ่ลดน้ำหนักไม่ได้ผลเพราะอยากมีหุ่นดีในแบบที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณมีหุ่นตัน ลำตัวหนา การควบคุมอาหาร วิ่ง ว่ายน้ำ หรือไม่ว่าจะวิธีใดในโลกนี้ก็ไม่อาจทำให้รูปร่างของคุณเหมือนนางแบบ แอล แมคเฟอร์สัน ไปได้ ยิ่งคุณพยายามจะเป็นมากเท่าไรโอกาสที่จะลดน้ำหนักให้ได้ตามเป้าหมายก็มีน้อย เท่านั้น น้ำหนักมีความสัมพันธ์กับภาพลักษณ์และเมื่อคุณยอมรับรูปร่างตามธรรมชาติของ คุณคุณก็สามารถทำให้ตัวเองดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

สิ่งที่ควรทำ

ใช้เวลา 5 นาทีในตอนเช้ากล่าวย้ำข้อความที่เป็นบวกกับตัวเอง เช่น “ฉันชอบหุ่นตัวเอง” หรือ “ฉันดีใจที่น้ำหนักลดลงใกล้เคียงกับที่ฉันตั้งใจไว้” การทำเช่นนี้อาจทำให้คุณรู้สึกแปลก ๆ ในตอนต้น แต่หลังจากนั้นสักพักคุณจะเชื่อในสิ่งที่คุณบอกกับตัวเอง

6.ทำวันนี้ให้ดี

เพื่อให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จคุณต้องจัดการกับนิสัยที่ไม่ดีของคุณและรูปแบบการกินที่ไม่ดีในแต่ละวัน

- คุณกินของว่างจำพวกมันฝรั่งทอดกรอบและช็อกโกแลตมาเกือบตลอดทั้งชีวิต การบอกตัวเองว่าจะไม่แตะต้องของว่างไขมันสูงพวกนี้อีกจึงเป็นเรื่องที่เป็น ไปไม่ได้ อย่าบอกตัวเองว่าวันนี้คุณจะไม่กินมันฝรั่งทอดกรอบหรือช็อกโกแลตเพราะจิตใต้ สำนึกของคุณตอบสนองต่อเวลาในปัจจุบันได้ดีที่สุด แต่จงกล่าวข้อความเหล่านี้แทน เช่น “ทุกวันนี้ฉันกำลังเดินหน้าลดน้ำหนักเพื่อให้ใส่ยีนส์ตัวใหม่ได้ ทุกวันนี้ฉันระมัดระวังเรื่องอาหารการกินอย่างมากและฉันรู้ว่าฉันควรหยุดกิน ทันทีที่รู้สึกอิ่มและหายหิว”

สิ่งที่ควรทำ

จดจำเป้าหมายให้ขึ้นใจลองหาคำตอบดูว่า การไปให้ถึงน้ำหนักที่ตั้งเป้าไว้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน จำไว้ว่าองค์การอนามัยโลก (The World Health Organization) แนะให้ลดน้ำหนักได้ไม่เกิน 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ จากนั้นกำหนดเป้าหมายขั้นต่อไปที่เล็กลงอันจะนำไปสู่จุดหมายได้สำเร็จง่าย ขึ้น วิธีนี้จะทำให้คุณเดินไปตามเป้าที่กำหนดไว้โดยไม่สะเปะสะปะและทุกครั้งที่ คุณเดินไปถึงเป้าหมายนั้นให้คุณกล่าวชมเชยตัวเองจากนั้นเดินหน้าสู่เป้าหมาย ต่อไป

7 สาเหตุที่ทำให้ฟันเป็นคราบ

•มกราคม 13, 2012 • ให้ความเห็น

กันอยู่แล้วใช่ไหมว่า “กาแฟ” และ “บุหรี่” เป็นสองตัวการใหญ่ที่ทำให้ “ฟัน” เปลี่ยนสี แต่เชื่อหรือไม่ว่า การที่ฟันเปลี่ยนสีกลายเป็นคราบเหลือง ๆ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่เราคาดไม่ถึงอีกมากมาย ว่าแล้วก็มาดูกันเลย

1.ยา

ยาปฏิชีวนะ และยาที่ซื้อหากันเองตามร้านขายยาอาจทำให้คุณยิ้มได้ไม่เต็มปาก นั่นเพราะตัวยา “เตตร้าซัยคลิน” จะทำให้เด็ก ๆ ฟันเหลืองได้ ขณะที่ในผู้ใหญ่เอง “เตตร้าซัยคลิน” ยังจะทิ้งคราบสีเทาสีฟ้าติดอยู่ที่ฟันอย่างถาวร และนอกจาก “เตตร้าซัยคลิน” แล้ว “แอนตี้ฮีสตามีน” หรือ “ยาแก้แพ้” บางชนิดยังทำให้ฟันเปลี่ยนสีไปด้วย

ดังนั้นแล้ว เวลาที่คุณไปพบทันตแพทย์ คุณควรนำใบสั่งยา หรือยาที่คุณรับประทานอยู่ไปพบแพทย์ด้วย เพื่อสอบถามว่า ยาชนิดนี้มีผลกระทบต่อฟันของคุณหรือไม่ เผื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนยา

2.รับฟลูออไรด์มากเกินไป

ใคร ๆ ก็รู้ว่า “ฟลูออไรด์” ดีต่อสุขภาพฟันของคุณ แต่ไม่น่าเชื่อว่า หากได้รับ “ฟลูออไรด์” ในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจทำให้ฟันของคุณกลายเป็นสีเทาจุด ๆ ก็เป็นได้

โดยคนทั่วไปสามารถได้รับ “ฟลูออไรด์” ที่เกินขนาดจากการดื่มน้ำที่มีความเข้มข้นของ “ฟลูออไรด์” สูงเกินไป รวมทั้งการใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของ “ฟลูออไรด์” เข้มข้นสูง ฉะนั้นแล้ว ให้ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของ “ฟลูออไรด์” ในปริมาณที่พอเหมาะก็เพียงพอแล้ว

3.กรรมพันธุ์ และวัย

มันเป็นไปตามธรรมชาติที่คุณต้องยอมรับว่า หากคุณมีอายุมากขึ้น โอกาสที่ฟันจะยังคงความขาวไว้ได้ก็ยิ่งมีน้อยลง เพราะเคลือบฟันของคุณจะบางลง สีเหลือง หรือสีน้ำตาลธรรมชาติของชั้นเนื้อฟันที่อยู่ข้างใต้จะปรากฏออกมาให้เห็นแทน ซึ่งเนื้อฟันตามธรรมชาติของคุณจะขาว เหลืองน้อย หรือเหลืองมาก ก็ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ของคุณแล้วล่ะ

4.ฟันถูกทำลาย

บ่อยครั้งที่อาการบาดเจ็บก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้ โดยเฉพาะหากฟันถูกกระทบจากการประสบอุบัติเหตุ หรือตกจากที่สูง ก็ทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้ เพราะฟันซี่นั้นได้ถูกทำลายไปแล้ว

5.เครื่องดื่ม

ไม่เพียงแต่ “กาแฟ” และ “ชา” เท่านั้น ที่จะทำให้ฟันของคุณเปลี่ยนสี แต่เครื่องดื่มสีเข้ม ๆ หลาย ๆ ชนิด เช่น ไวน์แดง โซดา น้ำผลไม้ รวมทั้ง “เบียร์” ก็ทำให้ฟันเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้เช่นกัน

“ง่าย ๆ เลย น้ำอะไรก็ตามที่ทำให้พรมของคุณเปื้อนเป็นคราบได้ ก็ทำให้ฟันของคุณเป็นคราบได้เช่นกัน” ดร.ฮาร์ม จากสมาคมทันตแพทย์อเมริกันบอก

นอกจากนี้แล้ว หากต้องการดื่มเครื่องดื่มอะไร ควรใช้หลอดดูดแทนจะดีกว่าการยกแก้วขึ้นดื่มพรวดเดียว เพื่อไม่ให้หน้าฟันสัมผัสกับเครื่องดื่มโดยตรง ซึ่งจะช่วยปกป้องไม่ให้ฟันเกิดคราบเหลืองได้บ้าง

6.สีสันในอาหาร

เชอร์รี่หนึ่งกำมืออาจทำให้คุณสุขภาพร่างกายดี แต่ไม่น่าเชื่อว่า มันกลับทำลายสุขภาพฟันได้ เพราะสีย้อมจำนวนมากที่ผสมมาในผลไม้ อย่างเช่น บลูเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ รวมทั้งซอสถั่วเหลือง จะทิ้งคราบหลงเหลือไว้ที่ฟัน

ดังนั้นแล้ว ง่ายที่สุดเลยก็คือ หากทานอาหารจำพวกนี้ ให้รีบแปรงฟันโดยเร็วเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้คราบติดฝังแน่นที่ฟันนั่นเอง

7. นิสัยแย่ ๆ

การแปรงฟันไม่ถูกวิธี และไม่ยอมใช้ไหมขัดฟัน จะทำให้คราบที่ติดอยู่ที่ฟันไม่ถูกกำจัดหมดไป นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพฟันที่ไม่เหมาะสมยังทำให้แบคทีเรียเติบโตในช่องปากได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดคราบเหลืองที่ฟันได้
ทางแก้ง่าย ๆ ที่ ดร.ฮาร์ม แนะนำไว้ก็คือ ควรแปรงฟันให้ได้เวลานานเท่า ๆ กับการฟังเพลงหนึ่งเพลง หรือประมาณ 3 นาที เพื่อจะได้กำจัดคราบสกปรกต่าง ๆ ให้หมดไปได้นั่นเอง

สาเหตุที่ ผิวแตกลาย หน้าท้องลาย

•มกราคม 10, 2012 • ให้ความเห็น

พบได้ บ่อยประมาณครึ่งหนึ่งของ หญิงตั้งครรภ์ มีลักษณะเป็นเส้นบางๆ ฉีกขาดเป็นเส้นยาว ขนาดแตกต่างกัน มีสีน้ำตาล แดง หรือ ม่วง เกิดบริเวณ หน้าท้อง โดยเริ่มจาก ท้องน้อย บริเวณ สะโพก หรือ ต้นขา บางคนจะพบบริเวณ เต้านม ด้วย ส่วนใหญ่ในคนไทยมักพบบริเวณ หน้าท้อง เท่านั้น พบครึ่งหนึ่งของหญิงตั้งครรภ์ เชื่อว่าเป็นผลของ สเตียรอยด์ จาก ต่อมหมวกไต ที่เพิ่มขึ้นระหว่าง ตั้งครรภ์ ร่วมด้วยการยืดและขยายของ ผิวหนัง หน้าท้อง เพื่อการเจริญเติบโตของเด็ก และมีการเปลี่ยนแปลงของระดับ ฮอร์โมน บางรายอาจมีอาการคันร่วมด้วย ภายหลังคลอดจะไม่หายไปเลยเสียทีเดียว แต่สีจะจางลงเป็นเส้นสีเงินคล้ายรอย แผลเป็น ทำให้ดูเป็น หน้าท้องลาย

 

 

ภาวะ ท้องลาย ตามความเป็นจริงแล้วไม่สามารถรักษาได้ หรือ ห้ามไม่ให้ ท้องลาย เกิดขึ้นเลย ขึ้นอยู่กับ ผิว ของแต่ละคน การทาครีมเป็นประจำ จะทำให้ รอย ค่อยๆ จางหายไป เมื่อเวลาผ่านไป หรืออาจจะช่วยไม่ให้เกิด ท้องลาย มากขึ้น เพื่อช่วยให้ผิว ยืดหยุ่นดีขึ้น อาจใช้น้ำมันมะกอก ครีม หรือ โลชั่นบำรุงผิว ที่มีส่วนผสมของ มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ หรือ เบบี้โลชั่น ทุกครั้งหลังอาบน้ำ หรือ เมื่อรู้สึกคัน ถ้า เป็น หญิงตั้งครรภ์ หลังคลอดบุตรแล้วอาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่อาจป้องกันด้วยการทา โลชั่นบำรุงผิว เป็นประจำ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน จะช่วยลด รอยแตกลาย ได้ แต่ต้องเลือก ครีม ที่ไม่แพ้ ดูดซึมได้ดี และไม่จำเป็นต้องเป็น ครีม เฉพาะที่บอกสรรพคุณว่าป้องกัน ท้องลาย หรือเป็น ครีม ราคาแพง ข้อสำคัญต้องทาให้ทั่วท้อง เช้าและเย็นหลังอาบน้ำทุกวัน  ควรระวังไม่ให้มีการเพิ่ม หรือ ลดลง ของน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็วเกินไป นอกจากนี้แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพการทั่วไปและ สุขภาพผิว ด้วย ทำให้เลือดไหลเวียนดี ผิวหนัง ได้รับสารอาหารทั่วถึง จึงดูเปล่งปลั่งสดใส สำหรับเรื่อง หน้าท้อง ส่วนใหญ่มักจะลดลงหลังจากเดือนที่ 3 ไปแล้ว วิธีบริหาร หน้าท้อง ที่ดีที่สุดก็คือการทำซิตอัพ ซิตดาวน์ ทำบ่อยๆ ทุกวัน หน้าท้อง ก็จะค่อยๆ ลดลง นอกจากนี้แนะนำให้ว่ายน้ำหรือเต้นแอโรบิกร่วมด้วย จะยิ่งช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการควบคุมอาหารจำพวกพวกแป้งและไขมัน

สาเหตุของการเกิด รอยแตกลาย ?

ผิวแตกลาย เกิด จากการยืดขยายต่อเนื่องของ ผิวหนัง และเนื้อเยื่อในเวลาอันรวดเร็วไม่กี่เดือน ทำให้เกิดการทำลายโครงสร้าง คอลลาเจน พบได้บ่อยที่สุดในคนตั้งครรภ์ มักเป็นบริเวณท้อง หรือหน้าอก ยังพบได้ในคนที่อ้วนอย่างรวดเร็ว หรือในวัยรุ่นที่กำลังสูงอย่างรวดเร็ว โดยพบผิวแตกลายได้ที่ ต้นขาด้านนอก หลังด้านล่าง หรือสะโพก ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร คนที่กินยาสเตียรอยด์นาน ๆ มักมีรอยแตกลายใหญ่และเป็นหลายที่รวมถึงบนใบหน้าหรือการทาครีมที่มี สเตียรอยด์ ความเข้มข้นสูง นานเกินไปก็ทำให้เกิดรอยแตกลายได้ ถ้าสาเหตุดังกล่าวหายไป เช่น หลังคลอด, ลดน้ำหนักลงจากที่เคยอ้วนมาก่อน หรือ เมื่อพ้นช่วงวัยรุ่นแล้ว รอยแตกลายที่เป็นน้อย ๆ อาจค่อย ๆ จางลงได้

การรักษา รอยแตกลาย หรือ Stretch marks ที่ให้ผลดี ?

 ควรรักษาแต่เนิ่น ๆ ในระยะแรกที่เริ่มเป็น หากทิ้งไว้นาน รอยแตกลาย กลายเป็นสีขาวและบุ๋มลงมามากจนคล้ายแผลเป็นจะรักษาได้ยากขึ้น โดยวิธีที่ได้ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน ได้ผลประมาณ 60-90%

 

การป้องกันและรักษา รอยแตกลาย ?

การรักษาด้วย ครีมบำรุง ต่าง ๆ ช่วยได้เพียงเล็กน้อยมาก ในระยะแรก รอยแตกลาย จะเป็นเส้นแบนหรือนูนเล็กน้อย สีแดงปนชมพูรักษาได้โดย

1. ทายาอนุพันธ์กรด วิตามินเอ เช่น Tretinoin 0.05-0.1%

2. กรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี ( Microdermabrasion ) หรือผลัดผิวด้วยกรดผลไม้ ( Chemical Peel ) ก็ช่วยทำให้ผิวดูเรียบขึ้นโดยการกำจัดเซลล์ชั้นบน ๆ ออกไป ได้ผล 10-30%

3. เลเซอร์ทำลายรอยแดง เช่น Pulsed dye laser , แสงความเข้มข้นสูง ( FPL,IPL ) กระตุ้น Collagen และปรับสีรอยแตกให้ใกล้เคียงกับผิวปกติ ได้ผล 30-60%

 

 

จะเกิดอะไรถ้าไม่รักษา รอยแตกลาย ?

หาก ปล่อยไว้นานขึ้นโดยไม่ได้รักษา รอยแตกลาย จะมีสีซีดลงจนเป็นสีขาว ผิวบางและบุ๋มลงเหมือนแผลเป็น การรักษาในระยะนี้ ทำได้ยากขึ้นและต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น เหมือนการรักษาแผลเป็นที่เป็นมานานนั่นเอง

1. แสงความเข้มข้นสูง ( FPL,IPL ) ได้ผลน้อยมาก

2. เลเซอร์ Nd : YAG ช่วยกระตุ้น Collagen ให้รอยแตกตื้นขึ้นได้บ้าง 10-30%

3. Carboxytherapy โดย การฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าบริเวณที่ต้องการรักษาเพื่อเพิ่มการไหลเวียน เลือด และออกซิเจนบริเวณดังกล่าว ช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน เป็นวิธีที่เจ็บมากหากไม่ทาหรือฉีดยาชาก่อน ให้ผลการรักษา 30-60%

4. Fraxel laser เป็นวิธีการรักษาล่าสุด ด้วนเลเซอร์สร้างผิวใหม่ ( fractional resurfacing ) คล้ายการรักษา หลุมสิว เป็นการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในเวลานี้ ได้ผล 60-90 % ขึ้นไปนับเป็นวิธีที่ให้ผลการรักษาที่ดีที่สุดในเวลานี้

8 สาเหตุที่ทำให้ผมแห้งเสีย

•มกราคม 5, 2012 • ให้ความเห็น

เพื่อนๆหลายๆคนอาจจะรู้วิธีแก้ไขผมเสียกันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ แต่วันนี้กิ๊ฟจึงเอาต้นเหตุของการทำให้ผมเสียมาฝากค่ะ เพื่อนๆจะได้รู้ว่าควรจะต้องป้องกันอย่างไร และจะได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ลองอ่านดูนะคะ

 

 

1. เป่าผม จะทำให้ผมแห้งกรอบ ถ้าไม่รีบควรจะปล่อยให้ผมแห้งเอง โดยธรรมชาติบ้างและหากต้องใช้เครื่องเป่าผมก็อย่าจ่อเครื่องเป่าให้แนบติด กับผมมากเกินไป หาเครื่องเป่าผมที่มีช่องลมโต ๆ และเปิดความร้อนให้ระดับต่ำสุด จะดีกับสุขภาพของเส้นผมมาก

2. แปรงผมวันละหลายครั้ง คือ การจัดผมให้เข้ารูปเข้าทรง แปรงผมบ่อยเกินไป จะไปดึงเส้นผม อาจทำให้หนังศีรษะถลอกเป็นแผลได้ และที่สำคัญควรแปรงผมอย่างเบามือ เลือกใช้แปรงที่ขนแปรงห่างกันมาก ๆ จะช่วยป้องกันเส้นผมพันกัน

3. ใช้แชมพูทูอินวันสะดวกดี ไม่ควรใช้เป็นประจำ เพราะอาจทำให้เส้นผมหยาบกระด้างได้

4. ใช้ยางหนังสติ๊กรัดผมหรือยางที่สำหรับรัดปากถุง จะทำให้ผมอ่อนแอ และแตกปลายได้ เลือกใช้ที่ยางรัดผม ที่หุ้มด้วยผ้าจะดีกว่า

5. เกาผมแรง ๆ ในระหว่างสระผม เพราะเกิดอาการคัน และถ้าเป็นรังแค การเกาแรงๆ จะทำให้รังแคลุกลามมากขึ้น การสระผมที่ถูกวิธี ควรนวดด้วยฝ่ามือแทน

6. ไม่ค่อยสระผม การสระผมบ่อย ๆ แล้วจะทำให้ผมแห้ง แต่ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญเรื่องผม ต่างยืนยันมาว่าไม่จริงยิ่งถ้าอยู่ท่ามกลางมลพิษก็จำเป็นจะต้องสระผมบ่อย ๆ และควรสระทุกครั้งที่รู้สึกว่า ผมสกปรก เพราะสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษนั้น เป็นต้นเหตุให้ผมขาดประกายเงางามและกลายเป็นผมหยาบในที่สุด

7. ใช้เครื่องสำอางสำหรับผมมากไป จะก่อให้เกิดการตกค้างของสารเคมีบนเส้นผม ทำให้เส้นผมส่องประกายเงางามได้ยาก ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผมบ่อย ๆ ก็ควรจะสระผมด้วยแชมพูสูตรอ่อนใสบ้าง เพื่อช่วยชำระสารเคมีตกค้างจากผลิตภัณฑ์ด้วย

8 . ดัดผมยืดผม เป็นการทารุณกับเส้นผมเป็นอย่างมาก เพราะศัตรูตัวร้ายรองจากแสงแดด และการเป่าผม ก็คือการปล่อยให้เส้นผมโดนสารเคมีแรง ๆ จากน้ำยาดัดและยืดผม ซึ่งทำให้ผมเสียได้ง่ายๆ เหมือนกัน

ดัง นั้นถ้าอยากมีผมที่สวยและเงางาม ก็อย่าลืมหันมาดูแลรักษาเส้นผม และไม่ควรทำเหมือน 8 อย่างด้านบนนะคะ ส่วนกิ๊ฟชอบทำสี และดัดบ่อยๆ ตอนนี้จึงต้องหันบำรุงเส้นผมมากๆเลยค่ะ

สาเหตุของผิวหมองคล้ำ

•ธันวาคม 8, 2011 • ให้ความเห็น

สังเกตไหมคะ ว่าเวลาที่ผิวโดนแดดนาน ๆ ทำไมหลายคนจึงมีผิวคล้ำขึ้นอย่างรวดเร็ว และใช้เวลานานหลายวัน หรือบางครั้งเป็นสัปดาห์ กว่าจะกลับมามีสีผิวเหมือนเดิมอีกครั้ง


นั่นเป็นเพราะนอกจากปัจจัยภายในอย่างพันธุกรรมแล้ว ปัจจับภายนอกอย่างแสงแดด รังสียูวี และ มลภาวะ ก็เป็นตัวการเร่งอีกตัวหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งไม่ควรมองข้ามค่ะ เพราะแสงแดดสามารถทำให้เกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำได้มากถึง 90% โดยจะค่อย ๆ ทำลายเซลล์ผิวเรา จนทำให้อิลาสตินจับตัวเป็นก้อน ไม่ยืดหยุ่น รวมทั้งทำลายคอลลาเจนใต้ผิว เป็นเหตุให้ผิวเกิดการหย่อนคล้อย ไม่กระชับ เนียนนุ่ม และกระบวนการอันซับซ้อนของการเกิดเม็ดสีผิวเข้มนี้เอง ทำให้ผิวชั้นบนสุดแลดูหมองคล้ำ และปิดกั้นการสะท้อนของแสงบนผิว สีผิวจึงแลดูไม่สม่ำเสมอ และ หม่นหมองในที่สุด

ซึ่งวิธีการป้องกันง่าย ๆ ก็คือ นอกจากจะใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่มีค่า SPF เหมาะสมกับกิจวัตรประจำวันแล้ว ควรบำรุงผิวทั้งเช้า และก่อนนอนอย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ที่สามารถลดความหมองคล้ำ และเพิ่มความเปล่งประกายให้ผิวดูมีสุขภาพดีจากภายใน

นอกจากนี้ ควรงดดื่มสุรา และ สูบบุหรี่ พยายามทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส บำรุงฟื้นฟูผิวด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ

เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถเผยผิวที่ดูกระจ่างใส สุขภาพดี เปล่งประกายอมชมพูได้อย่างแท้จริง

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.